วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

การรับมรดกแทนที่

ในการรับมรดกโดยหลักกฎหมายจะให้เฉพาะทายาทลําดับและชั้นที่สนิทที่สุดกับเจ้ามรดกเป็นผู้รับมรดกซึ่งในบรรดาทายาทลําดับต่าง ๆ นั้น ทายาทลําดับผู้สืบสันดาน (ลําดับ ที่๑) จะเป็นผู้ได้รับมรดกก่อน ถ้าหากมีทายาทลําดับ (๑) ทายาทลําดับหลังก็จะไม่ได้รับมรดก (เว้นแต่ ทายาทลําดับที่(๒) บิดามารดาถ้ามีชีวิตอยู่ก็จะได้รับมรดกเสมือนว่าเป็นทายาทชั้นบุตร
หลักที่ว่าเมื่อไม่มีทายาทลําดับก่อน ทายาทลําดับหลังก็มีสิทธิได้รับมรดกนั้น จะต้องอยู่ภายใต้บังคับหลัก "การรับมรดกแทนที่” ด้วย กล่าวคือ แม้ว่าไม่มีทายาทในลําดับก่อนลําดับใด เพราะทายาทลําดับนั้นได้ตายไปก่อนเจ้ามรดกหรือไม่มีสิทธิรับมรดกเพราะได้ถูกกําจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าทายาทในลําดับนั้นมีผู้สืบสันดาน กฎหมายก็ให้ผู้สืบสันดานของทายาทคนนั้นรับมรดกแทนที่ทายาทคนนั้นได้ และถ้าผู้สืบสันดานนั้นตายไปเสียก่อนหรือถูกกําจัดมิให้รับมดกเช่นเดียวกัน กฎหมายก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานคนนั้นรับมรดกแทนที่สืบต่อๆ กันเช่นนี้จนหมดสาย ดังนั้น จึงเห็นได้ว่ามรดกของเจ้ามรดกตกทอดไปยังผู้สืบสันดานของทายาทลําดับนั้น ๆ เสียก่อน ก่อนที่จะตกไปยังทายาทลําดับหลัง
หลักการรับมรดกแทนที่ปรากฏในมาตรา ๑๖๓๙
มาตรา ๑๖๓๙ “ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙ (๑) ผู้สืบสันดาน (๓) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน (๔) พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกันหรือ (๖) ลุง ป้า น้า อา ถึงแก่ความตายหรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นราย ๆ สืบต่อกันเช่นนี้ไปจนหมดสาย”
หลักเกณฑ์ ตามมาตรา ๑๖๓๙
การรับมรดกแทนที่กัน จะมีได้เฉพาะผู้สืบสันดานของ (ผู้ซึ่งจะเป็น) ทายาทลําดับ (๑) (๓) (๔) และ (๖) รับมรดกแทนที่ทายาทลําดับนั้นเท่านั้น
ผู้สืบสันดานของทายาทลําดับ (๒) กล่าวคือ ลําดับบิดามารดา และ (๕) กล่าวคือ ลําดับปู่ ย่า ตา ยาย ขึ้นมารับมรดกแทนที่ทายาทลําดับ (๒) หรือ (๕) ไม่ได้
เหตุที่กฎหมายไม่ให้ ผู้สืบสันดานของทายาทลําดับ (๒) และ (๕) รับมรดกแทนที่ เพราะ
- กรณีทายาทลําดับ (๒)บิดามารดา : ผู้สืบสันดานของทายาทลําดับ (๒) ก็คือพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือพี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาของเจ้ามรดกนั่นเอง ซึ่งเป็นทายาทลําดับ (๓) หรือ (๔) ตามมาตรา ๑๖๒๙ หากกฎหมายกําหนดว่าเมื่อบิดาหรือมารดา (ทายาทลําดับ (๒) )ตายไปเสียก่อนให้พี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดาของเจ้ามรดกรับมรดกแทนที่ได้ ก็จะมีผลว่าทายาทในลําดับ (๓) หรือ (๔) จะเข้ามารับมรดกร่วมกับบิดาหรือมารดาที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือร่วมกับทายาทลําดับ (๑) ได้ ซึ่งจะขัดกับหลักญาติสนิทพิชิตญาติห่าง
- กรณีทายาทลําดับ (๕)ปู่ ย่า ตา ยาย : ผู้สืบสันดานของทายาทลําดับ (๕) ก็คือลุง ป้า น้า อาของเจ้ามรดกนั่นเอง ซึ่งก็เป็นทายาทลําดับ (๖) หากกฎหมายให้ ลุง ป้า น้าหรืออารับมรดกแทนที่ปู่ ย่า ตาหรือยายของเจ้ามรดกที่ตายไปก่อนเจ้ามรดก ก็จะมีผลว่าลุงป้าน้าอาก็มีสิทธิรับมรดกรวมกับปู่ ย่าตาหรือยายที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งจะทําให้ ขัดต่อหลัก “ญาติสนิทพิชิตญาติห่าง” (ลุงป้าน้าอาซึ่งเป็นทายาทลําดับ (๖) จะรับมรดกได้เฉพาะเมื่อไม่มีปู่ ย่าตายาย (ทายาทลําดับ (๕) เท่านั้น)

ตามตัวอย่าง เมื่อ ก. ตาย มรดกจะตกแก่ บ. (บิดา) ม. (มารดา) ข. (บุตร) และ ภ.(ภริยา) คนละเท่า ๆ กัน แต่หาก บ. บิดาตายก่อน ที่ ก.(เจ้ามรดก)ตาย น. จะไม่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ บ. มรดกก็ตกแก่ ม. ๑ ส่วน ภ. ๑ ส่วน และ ข. ๑ ส่วน เท่า ๆ กัน เป็นต้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
www.dtl-law.com

นางสาวเสาวลักษณ์ คงแก้ว เลขที่ 43 รปศ.501

อยากหย่า แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมหย่า ต้องทำอย่างไร

ปัจจุบันปัญหาทางเศรษฐกิจ มีผลกระทบต่อครอบครัวอย่างมาก เนื่องจากต่างฝ่ายต่างไม่มีเวลาให้แก่กัน ก่อให้เกิดช่องว่าง เมื่อมีช่องว่างเกิดขึ้นก็จะมีปัญหาตามมาหลายอย่าง บางคู่อยู่ด้วยกันไม่ได้ ถ้าตกลงกันได้ก็พากันไปจดทะเบียนหย่าที่สำนักงานเขต แต่ที่เขาตกลงกันไม่ได้หรือมีเหตุบางประการ ก็ต้องไปฟ้องร้องเป็นคดีความกันไม่ใช่น้อย แต่การไปฟ้องหย่าที่ศาลไม่ใช่ว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้หย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยากันทุกรายน่ะ ต้องมีเหตุหย่าด้วย เหตุในการฟ้องหย่า มีดังนี้
1. สามีให้การอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภรรยาหรือภรรยามีชู้ อันนี้เป็นเหตุสำคัญเลยล่ะ ไม่มีใครที่ไหนทนให้สามีหรือภรรยาของตนเองทำอย่างนี้ได้ บางรายฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกันเป็นสิบๆล้านก็มี
2. สามีหรือภรรยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง
(ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างรุนแรง
(ข) ถูกบุคคลภายนอกดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภรรยาของอีกฝ่าย หรือ
(ค)ได้รับความเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
3. สามีหรือภรรยาทำร้ายหรือทรมานร่างกายหรือจิตใจหรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
4. สามีหรือภรรยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
*สามีหรือภรรยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามีภรรยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
*สามีและภรรยาสมัครใจแยกกันอยู่ เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีหรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
5. สามีหรือภรรยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปี โดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
6. สามีหรือภรรยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควรหรือทำการเป็นปรปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะ และความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
7. สามีหรือภรรยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตมีลักษณะยากที่จะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
8. สามีหรือภรรยาผิดทัณฑ์บนที่ทำไว้ให้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
9. สามีหรือภรรยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรง อันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่ง และโรคมีลักษณะเรื้อรังไม่มีทางหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
10. สามีหรือภรรยามีสภาพแห่งกาย ทำให้สามีหรือภรรยานั้นไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
แต่เหตุในข้อ 1 และ 2 ถ้าสามีหรือภรรยาแล้วแต่กรณี ได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำที่เป็นเหตุหย่านั้น ฝ่ายที่ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจนั้น จะยกเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้
เช่นเดียวกันกับเหตุในข้อ 10 ถ้าเกิดจากการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นยกเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้
โอ้โห้ เหตุทั้ง 10 ประการ ถือเป็นเหตุที่สามารถฟ้องหย่าได้ แต่ต้องดูด้วย ไม่ใช่ว่า สามีเคยให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 10,000 บาท พอเศรษฐกิจไม่ดี จ่ายแค่ 5,000 บาท อย่างนี้ถือว่าไม่ใช่เหตุแห่งการหย่า ฟ้องไม่ได้
อ้อ แล้วที่สำคัญ หากจะเรียกค่าเลี้ยงชีพคุณและบุตร คุณจะต้องฟ้องเรียกไปพร้อมกับการฟ้องหย่าในฟ้องเดียวกัน หากไม่ทำจะฟ้องเรียกค่าเลี้ยงชีพเป็นฟ้องใหม่ไม่ได้ที่หลังไม่ได้ และหากศาลสั่งให้อีกฝ่ายหนึ่งจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้อีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายที่รับค่าเลี้ยงชีพทำการสมรสใหม่ สิทธิในการรับค่าเลี้ยงชีพย่อมหมดไปเช่นกัน ที่สำคัญ หากท่านตกลงหย่ากันได้ ก็ไม่ต้องฟ้องหย่า แต่ให้สามีและภรรยา ไปจดทะเบียนหย่าที่เขตหรืออำเภอกับเจ้าหน้าที่และอย่าลืมบันทึกข้อตกลงเรื่องอำนาจปกครองบุตรและทรัพย์สินให้ชัดเจน อ่านแล้วไม่ต้องตีความ ไว้ให้เรียบร้อยด้วย เสร็จแล้วเก็บใบหย่าไว้คนละฉบับหย่าแล้ว ภายหลังอยากสมรสใหม่ก็มาจดใหม่ได้ ไม่เสียหายอะไร
ตัวอย่างในการฟ้องหย่า และเรียกค่าเสียหาย กรณีที่ฝ่ายชายไปมีหญิงอื่น(มีกิ๊ก ชู้ หญิงคนใหม่)
นาย ก. แต่งงานจดทะเบียนสมรสกับ นาง ม. มา 30 ปี มีบุตรด้วยกัน 3 คน บุตรทั้งสามคนบรรลุนิติภาวะแล้ว ปัจจุบัน นาย ก. ทำการค้ามีหน้าตาในสังคม ไปไหนใครก็รู้จัก ต่อมานาย ก. แอบได้เสียกับ นางสาว จ. จนมีบุตรด้วยกัน 1 คน และยกย่องเชิดชูนางสาว จ. ออกหน้าออกตา ต่อมา นาง ม. ทราบเรื่อง อย่างนี้สามารถฟ้องหย่านาย ก. เป็นจำเลยที่ 1 และนางสาว จ. เป็นจำเลยที่ 2 โดยเรียกค่าเสียหายจากนางสาว จ. เป็นเงินหลายสิบล้านบาทได้ แต่ทั้งนี้ค่าเสียหายจะมากน้อยเท่าไร ต้องคำนึงถึงผู้เสียหาย เสียหายอย่างไร ร่ำรวยเท่าไร มีชื่อเสียง และมีหน้าตาในสังคม ซึ่งเมื่อเกิดความเสียหาย ทำให้ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างรุนแรง ตกงาน คนในสังคมไม่คบด้วย ไม่ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
ฉะนั้น ตามตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่า นอกจากนาง ม. จะฟ้องหย่าได้แล้ว ยังสามารถเรียกค่าเสียหายจาก นางสาว จ. ได้อีก เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะไปมีกิ๊ก ชู้ หญิงอื่น ก็ควรควรคิดไตร่ตรองให้รอบคอบ
คำพิพากษาฎีกาที่4130/2548
ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่ภริยาชอบด้วยกฎหมายที่จะเรียกร้องค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย เพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวโดยมิได้มีเงื่อนไขว่าภริยาจะต้องเกิดความเสียหายอย่างใดหรือจะต้องเป็นภริยาที่อยู่กินกับสามีและอุปการะเลี้ยงดูกัน หรือต้องไม่มีคดีฟ้องหย่ากันอยู่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
www.sahanetilaw.com

นางสาววรรณพร ผอมดำ เลขที่ 30 รปศ.501

คนไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างชาติถือครองที่ดินได้หรือไม่ ?

แต่เดิมคนไทยที่จดทะเบียนสมรสกับคนต่างด้าวจะถือกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ได้เพราะกฎหมายที่ดินไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและหากอนุญาตให้คู่สมรสที่เป็นคนไทยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแล้ว ที่ดินจะเป็นสินสมรสกับคู่สมรสต่างด้าวตามประมวลกฎหมายแพ่งด้วย
เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 30 ได้บัญญัติว่า "บุคคลย่อมเสมอกันในทางกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิดเชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรมหรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญจะกระทำมิได้" และ มาตรา 48 วรรคแรก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทยได้ บัญญัติว่า "สิทธิของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครอง" ขอบเขตแห่งสิทธิ และ การจำกัดสิทธิเช่นว่านั้นย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ดังกล่าว
ทางกระทรวงมหาดไทยได้วางหลักเกณฑ์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติดังนี้ คือ
1. กรณีบุคคลสัญชาติไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าว โดยชอบด้วยกฎหมาย ขอซื้อที่ดินหรือขอรับโอนที่ดินในกรณีที่คล้ายคลึงกันในระหว่างสมรส หากสอบสวนแล้ว ผู้ขอและคู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าวได้ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกันว่า เงินที่บุคคลสัญชาติไทยนำมาซื้อที่ดินทั้งหมดเป็นสินส่วนตัวของบุคคลสัญชาติไทยแต่เพียงฝ่ายเดียว มิใช่สินสมรส ก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้กับผู้ขอต่อไปได้ แต่ถ้าหากคนต่างด้าวที่เป็นคู่สมรสของบุคคลสัญชาติไทยไม่ยืนยันตามนัยดังกล่าว หรือยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเงินที่นำมาซื้อที่ดินทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นสินสมรส เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนเสร็จแล้ว ให้ส่งเรื่องไปให้กรมที่ดินเพื่อขอคำสั่งรัฐมนตรีตามนัย(มาตรา 74 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน)
2. กรณีบุคคลสัญชาติไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าว โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ขอซื้อที่ดินหรือขอรับโอนที่ดินในกรณีอื่น ที่คล้ายคลึงกันในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภรรยากับคนต่างด้าวหากสอบสวนแล้ว ผู้ขอและคู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าวได้ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกันว่า เงินที่บุคคลสัญชาติไทยนำมาซื้อที่ดินทั้งหมดเป็นทรัพย์ส่วนตัวของบุคคลสัญชาติไทยแต่เพียงฝ่ายเดียว มิใช่ทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกันก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้กับผู้ขอต่อไปได้ แต่ถ้าหากคนต่างด้าวที่เป็นคู่สมรสของบุคคลสัญชาติไทยไม่ยืนยันตามนัยดังกล่าว หรือยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเงินที่นำมาซื้อที่ดินทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นเงินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนเสร็จแล้ว ให้ส่งเรื่องไปกรมที่ดินเพื่อขอคำสั่งรัฐมนตรี ตามนัย (มาตรา 74 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน)
3. กรณีบุคคลสัญชาติไทย ที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวทั้งที่ชอบและมิชอบด้วยกฎหมาย ขอรับให้ที่ดินในระหว่างสมรส หรือระหว่างอยู่กินฉันสามีภรรยากัน หากสอบสวนแล้วเป็นการรับให้ในฐานะที่เป็นสินส่วนตัว หรือทรัพย์ส่วนตัวของตนแต่เพียงฝ่ายเดียว มิได้ทำให้คนต่างด้าวมีส่วนเป็นเจ้าของในที่ดินร่วมด้วย ก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้กับผู้ขอต่อไปได้แต่ถ้าหากเป็นการรับให้ในฐานะที่เป็นสินสมรส หรือมีผลทำให้คู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าวมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมด้วย เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนเสร็จแล้ว ให้ส่งเรื่องไปให้กรมที่ดินเพื่อเสนอขอคำสั่งรัฐมนตรีตามนัย (มาตรา 74 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน)
4. กรณีบุคคลสัญชาติไทยที่เคยมีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวแต่ได้หย่าขาดจากกัน หรือเลิกร้างกันแล้ว ขอทำนิติกรรมให้ได้มาซึ่งที่ดิน หากสอบสวนแล้วไม่ปรากฏพฤติการณ์หลีกเลี่ยงกฎหมาย ก็ให้ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้กับผู้ขอต่อไปได้
ฉะนั้น ก็เป็นโอกาสดีแล้วที่คนไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวสามารถที่จะถือครองที่ดินได้ อนี่งการยินยอมโดยคู่สมรสที่เป็น คนต่างด้าวนั้นกรมที่ดินได้วางระเบียบว่า ต้องไปให้ความยินยอมด้วยตนเองจะทำเป็นหนังสืออย่างเดียวโดยไม่ไปแสดงตนไม่ได้
ผู้เขียนเห็นว่า หากคู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าวมีเหตุขัดข้องไม่สามารถเดินทางมาประเทศไทยเพื่อแสดงความยินยอมดังกล่าว คนต่างด้าวนั้นสามารถไปทำหนังสือ (Affidavit) ให้ถ้อยคำยืนยันต่อโนตารี่พับลิกและกงสุลไทยในประเทศของตนและนำหนังสือ (Affidavit) ไปใช้แสดงต่อกรมที่ดินได้


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
www.siamlaw.com โดย คุณสุชีพ ศรีมงคล

นางสาว ยุวดี ประสงค์ เลขที่27 รปศ.501